ควอนตัมลีพภาคใหม่ (The New Quantum Leap) เป็นการ์ตูนควอนตัมลีพที่สมาชิก 002 ได้ริเริ่มแต่งขึ้น โดยภายหลังได้ผนึกกำลังกับสมาชิก 003, 001, 007 และ 006 ตามลำดับ เพื่อกู้เนื้อเรื่องควอนตัมลีพที่ได้ตกต่ำและไร้ความก้าวหน้ามานาน นำมาขัดเกลาให้เกิดเป็นประกายสว่างอีกครั้ง และสร้างโครงเรื่องควอนตัมลีพขึ้นใหม่ให้มีความสมจริง น่าสนใจ และกอปรไปด้วยความคิดความอ่านแบบควอนตัมลีพและปรัชญาแบบปู๊ป เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของควอนตัมลีพเท่าที่เคยมีมา โดยอาศัยทั้งความอุตสาหะและสร้างสรรค์ของสมาชิก 002 ความเป็นเหตุผลและความงงของสมาชิก 003 ความลึกซึ้งและเข้าถึงไม่ได้ของสมาชิก 001 ความผูกพันแน่นแฟ้นที่มีต่อตัวละครในฐานะสมาชิกฝ่ายศิลป์ของสมาชิก 007 และความสามารถในการดองงานของสมาชิก 006 มาช่วยกันผลิตผลงานชิ้นใหม่ในครั้งนี้

แนวเรื่อง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

การ์ตูนควอนตัมลีพภาคใหม่มีเนื้อเรื่องเป็นแนวผจญภัย สืบสวน แอคชัน และแฟนตาซี ซึ่งดำเนินเรื่องอยู่ในโลกที่ไม่ต่างจากการ์ตูนควอนตัมลีพภาคดั้งเดิมเท่าไรนัก โดยทั้ง 2 ภาคล้วนเป็นโลกภายหลังเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องควอนตัมลีพภาคศูนย์ กล่าวคือ เป็นโลกหลังสิ้นสุดอารยธรรมของมนุษย์ (post-apocalyptic world) มนุษย์ที่เหลือรอดจะต้องสร้างอารยธรรมของตนขึ้นมาใหม่โดยปราศจากไฟฟ้าและเทคโนโลยี

ความเป็นมาและแรงบันดาลใจ[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

ในช่วงการสถาปนากลุ่มควอนตัมลีพใหม่ๆ การแต่งการ์ตูนควอนตัมลีพภาคออริจินอลนั้น ก็ได้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตเป้าหมายหนึ่งของสมาชิกหลายๆ คน รวมถึงสมาชิก 002 ด้วย ในช่วงแรกๆ การดำเนินการแต่งการ์ตูนควอนตัมลีพภาคออริจินอลได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าฝันของสมาชิกควอนตัมลีพทุกคนค่อยๆ เข้าใกล้ความจริงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทันใดนั้น ด้วยเหตุผลใดมิอาจทราบได้ การแต่งการ์ตูนก็ได้หยุดชะงักลง ต้นฉบับ (manuscript) รูปล่าสุดที่โพสต์ลงในกรุ๊ปควอนตัมลีพในเฟสบุ๊คนั้นคือของวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 และก็ไม่ได้มีการทำต่ออีกเลย แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีการลองวาดต้นฉบับของ Quantum Leap 0 และต้นฉบับ ควอนตัมลีพภาคหลัก ฉบับดราฟต์ (Quantum Leap Main Series - Draft) แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกหลังจากดำเนินไปได้เพียงไม่กี่หน้า เนื่องจากสมาชิกควอนตัมลีพต้องลาจากกันไปยังสถาบันใหม่ของตนเองเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2013

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การวาดการ์ตูนของกลุ่มควอนตัมลีพก็ได้หยุดลงอย่างสมบูรณ์ แม้สมาชิก 002 และสมาชิก 007 จะยังวาดงานอาร์ตเวิร์คมาลงกรุ๊ปอยู่บ้างเป็นระยะๆ แต่งานอาร์ตเวิร์คนั้นก็มิได้สะท้อนคุณค่าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการ์ตูน ซึ่งก็คือ "เนื้อเรื่อง" สมาชิก 002 ได้ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวนี้มาตลอด ดังที่ได้เคยปรารภไว้ว่า

อุตส่าห์สร้างตัวละครขึ้นมาทั้งที เราไม่ได้อยากเห็นตัวละครพวกนี้แค่ยืนอยู่เฉยๆ ในภาพอาร์ตเวิร์ค ภาพพวกนั้นไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ จนถึงตอนนี้ เราว่าทุกคนก็คงเห็นมาร์ชและไคอาในอาร์ตเวิร์คจนคุ้นตาแล้วอะนะ แต่นอกเหนือจากในการ์ตูนที่วาดไปแล้วไม่ถึงสิบหน้านั้น ก็ไม่มีใครได้เห็นสองคนนั้นเคลื่อนไหว ไม่มีใครได้เห็นสองคนนั้นพูดคุยกัน หัวเราะ โกรธ เศร้า หรือแสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาอีกเลย สิ่งที่ทุกคนเห็นก็ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว เหลือไว้แต่เพียงภาพถ่ายนั่นแหละ ถ้าเราอยากรู้จักตัวละครของเรามากขึ้น เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสร้างชีวิตให้ตัวละครของเรา ให้พวกเขามีเนื้อเรื่องที่จะต้องดำเนินไปยังไงล่ะ... — สมาชิก 002

บทปรารภดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นว่าสมาชิก 002 นั้นต้องการจะแต่งการ์ตูนควอนตัมลีพให้จบมาโดยตลอด แต่ว่ายังขาดผู้ร่วมอุดมการณ์ดังกล่าว เวลาต่อมา เมื่อราวๆ เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2014 สมาชิก 002 ได้ปรึกษากับสมาชิก 003 แล้วพบว่า สมาชิก 003 นั้นก็มีความวิตกกังวลต่ออนาคตของกลุ่มควอนตัมลีพเช่นกัน โดยสมาชิก 003 ได้แสดงความรู้สึกออกมาว่า

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกหน่อยทุกคนอาจจะมีคำพังเพยติดปากว่า "ระวังทำอะไรไม่เสร็จเหมือนควอนตัมลีพ" ก็เป็นได้ — สมาชิก 003

สมาชิก 003 จึงได้เข้ามาช่วยสมาชิก 002 ในการแต่งเนื้อเรื่อง ควอนตัมลีพภาคใหม่ (The New Quantum Leap) มาจนกระทั่งปัจจุบัน หลังจากนั้นสมาชิกทั้งสองก็ได้รับความร่วมมือจากสมาชิก 001 สมาชิก 007 และสมาชิก 006 ตามลำดับ โครงการควอนตัมลีพภาคใหม่จึงได้กลายมาเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มควอนตัมลีพ และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 เวลา 23:10 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) สมาชิก 002 ได้มีวางกำหนดการไว้ว่า จะเริ่มวาด "ตอนที่ 1" เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2015 แต่สุดท้ายก็เกิดความล่าช้าขึ้นตามสไตล์ควอนตัมลีพ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการวาดการ์ตูนก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวาดบทที่ 1



ตัวละครสำคัญ[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

เนื้อเรื่อง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

เนื้อเรื่องของควอนตัมลีพภาคใหม่ใช้รูปแบบการแบ่งออกเป็นหลายตอนหลัก (story arc) ซึ่งแต่ละตอนหลักจะเรียกว่า Leap ปัจจุบันได้แต่งเนื้อเรื่องเสร็จสมบูรณ์ไปทั้งหมด 1 Leap และมีการวางโครงเรื่องโดยคร่าวๆ ไว้แล้วอีก 2 Leaps

  1. Wanderers of the Solstice - เมืองคาลวอราเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของเมืองหลวง ทั้งเมืองมีกำแพงสูงล้อมรอบ ทำให้ชาวเมืองส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นภาพนอกเมืองเลย เด็กชายคนหนึ่งมีชื่อว่ามาร์ช ได้ปีนกำแพงเมืองขึ้นไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าสภาพนอกเมืองนั้นเป็นอย่างไร สิ่งที่เขาเห็นคือหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่อยู่ลึกเข้าในป่าทางใต้ และมาร์ชคิดว่าหลุมอุกกาบาตนี้อาจเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังของเทศกาลแห่งความมืดที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองคาลวอรา
  2. The Fallen Legacies - มาร์ชต้องหลบหนีออกจากพันธนาการหลังจากถูกกลุ่มอาชญากรจับตัวไปยังซากเมืองร้างจากโลกยุคก่อนควอนตัมลีพ
  3. The Race to the Pinnacle - มาร์ชต้องผ่านการทดสองทางสติปัญญาที่ยากที่สุดเพื่อเข้าร่วมหน่วยผู้ตรวจการ

เนื้อเรื่องภูมิหลัง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

คำอธิบาย[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

เนื้อเรื่องภูมิหลัง (back-story) ของการ์ตูนควอนตัมลีพภาคใหม่นั้น คือเนื้อเรื่องของ QLP0 ที่ผ่านการดัดแปลงตอนจบไปนั่นเอง เนื่องจากความตั้งใจเริ่มแรกนั้น มาจากการที่สมาชิก 002 และ 003 ต้องการแต่งเนื้อเรื่องควอนตัมลีพขึ้นมาใหม่ แต่ทั้งสองต่างไม่รู้ว่าควรจะเริ่มอย่างไร จึงได้ตัดสินใจว่าจะยึดเนื้อเรื่อง QLP0 เป็นเนื้อเรื่องภูมิหลังเช่นเดียวกับควอนตัมลีพภาคออริจินอล ทั้งคู่ขอร้องให้สมาชิก 001 เล่าเนื้อเรื่อง QLP0 จนจบ (ตอนจบของ QLP0 นั้นยังไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน) สมาชิก 002 และ 003 ต่างประทับใจฉากจบดังกล่าวมาก ทั้งคู่จึงพยายามแต่งเนื้อหาเกี่ยวกับโลก 8 ทศวรรษ หลังจากเหตุการณ์ในฉากจบของ QLP0 โดยอาศัยตัวละครและสไตล์เรื่องเดิมจากเนื้อเรื่องควอนตัมลีพภาคออริจินอล อย่างไรก็ตาม เมื่อแต่งไปได้ระยะหนึ่ง จำต้องมีการกลับมาปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องภูมิหลังให้เหมาะสมขึ้น กล่าวคือ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง สมาชิก 002 และ 003 ได้ดัดแปลงฉากจบของ QLP0 เล็กน้อย และได้เพิ่มรายละเอียดต่างๆ เข้าไป

เนื้อเรื่องภูมิหลังนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์หลักในการ์ตูนราวๆ 80 ปี และได้อธิบายถึงสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้โลกได้กลายมาเป็นสภาพที่เห็นในปัจจุบัน เนื้อเรื่องส่วนนี้ถือว่าเป็นความลับสูงสุดของเรื่อง (denouement) ที่ตัวละครเอกแต่ละตัวต้องค่อยๆ สืบหาความจริงทีละน้อยจนกระทั่งทุกอย่างกระจ่างขึ้นในตอนจบนั่นเอง

เนื้อเรื่องภูมิหลังโดยย่อ[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

Spoiler warning!
บทความส่วนนี้มีรายละเอียดเนื้อเรื่องที่ยังไม่เปิดเผย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะ มนุษย์ได้เผาทำลายธรรมชาติจนคาดกันว่า หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โลกคงจะถึงกาลล่มสลายในไม่ช้าแน่ ในโลกดังกล่าว ก็ได้มีความพยายามจะช่วยเหลือโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยความร่วมมือต่างๆ เช่น Tokyo Protocol แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยมนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ต่างยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เมื่อเป็นดังนั้น จึงได้มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเกิดความคิดที่จะล้างโลกใหม่ เพื่อกำจัดมลภาวะทั้งหลายออกไปและให้มนุษยชาติเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยได้มีการรวมกลุ่มกันอย่างลับๆ พร้อมกับการสนับสนุนของรัฐบาลโลก เพื่อศึกษาค้นคว้าวิธีการที่จะ "RESET" โลกให้กลับเป็นอย่างเดิม กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์เรียกโครงการนี้ว่า Quantum Leap Project นั่นคือโครงการที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เปรียบดั่งพลิกโลกจากข้างในออกมาข้างนอกก็ไม่ปาน

เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ก็ได้ประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับ RESET โลกและกำจัดแก๊สอันตรายในบรรยากาศได้สำเร็จ หากแต่เครื่องมือดังกล่าวจะต้องผลาญทำลายมนุษยชาติไปด้วยตามๆ กัน นักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดที่จะให้มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลอพยพขึ้นไปบนอวกาศ และเมื่อทำการ RESET สำเร็จ ก็จักนำยานลงมาและก่อร่างสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าสาธารณชนจะต้องต่อต้านความคิดเช่นนี้แน่ จึงได้ทำการเปิดใช้เครื่องมือ RESET โดยที่ปฏิกิริยาที่ดำเนินไปแล้วไม่สามารถหยุดยั้งได้ และเปิดเผยต่อโลกว่ามนุษย์จะต้องอพยพขึ้นไปบนอวกาศจึงจะรอดจากภัยพิบัตินี้ได้

เมื่อเป็นดังนั้น มนุษย์ต่างไม่มีทางเลือกหากแต่ต้องอพยพขึ้นไปบนอวกาศ แต่เนื่องจากจำนวนของมนุษย์มีมากมายมหาศาล จึงต้องทำการอพยพในฐานะข้อมูล นั่นคือให้มนุษย์จำนวนหนึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือโฮสต์ (Host) เพื่อบรรจุข้อมูลสมองของมนุษย์จำนวนมาก ซึ่งร่างของมนุษย์ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์นี้จะถูกควบคุมดูแลโดยระบบภายในยาน ให้ผู้คนที่ถูกบรรจุอยู่ภายในเซิร์ฟเวอร์สามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนปกติใน ระบบความจริงเสมือน (Virtual reality) นอกจากนั้น ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกจำนวนหนึ่งที่ทำงานในโครงการ RESET คอยคุมระบบอยู่บนยานแม่ และเป็นคนให้คำสั่งเมื่อจะให้ยานลงมา

รัฐบาลได้ส่งนักโทษที่คุมขังไว้ ณ เรือนจำหลักเข้าไปในระบบเครือข่ายเป็นกลุ่มแรก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบเครือข่าย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณะชนว่าระบบดังกล่าวใช้งานได้จริง แต่ว่าก่อนที่จะส่งนักโทษขึ้นไป นักโทษทุกคนจะต้องถูกลบความทรงจำจนหมดสิ้น นี่เป็นการทดลองอีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ว่าสิ่งที่ทำให้คนเราเป็นผู้กระทำผิดนั้นไม่ใช่นิสัยดั้งเดิมของมนุษย์ แต่เป็นสิ่งแวดล้อมต่างหาก รัฐบาลจึงพยายามพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของเครือข่ายคือ แม้จะเป็นนักโทษแต่หากเริ่มใช้ชีวิตใหม่ในโลกเครือข่าย ก็จะกลับตัวเป็นคนดีได้ หลังจากนั้นพอผู้คนเริ่มมั่นใจในประสิทธิภาพของระบบ รัฐบาลจึงได้ทยอยส่งมนุษย์เข้าไปเรื่อยๆ โดยมีกำหนดการอพยพมนุษย์ให้หมดทั้งโลกก่อนที่เครื่องมือ RESET จะเริ่มทำงาน

ย้อนกลับไปก่อนจะเกิดการอพยพมนุษย์ขึ้นบนอวกาศ โครงการ RESET ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่กลุ่มผู้คนหลายกลุ่ม โดยบางกลุ่มได้ตั้งตัวขึ้นเป็นองค์กรต่อต้านแผนการ RESET โดยพยายามจะหยุดยั้งการ RESET ด้วยเหตุผลว่า ผู้คนที่ถูกขนย้ายในฐานะข้อมูลแล้วนำกลับมาสร้างร่างใหม่อาจจะไม่ใช่คนคนเดิมอีกต่อไป เท่ากับว่าการอพยพเป็นการทำลายชีวิตมนุษย์โดยสูญเปล่า

ในขณะเดียวกัน ภายในโครงการ RESET เอง ก็มีนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าคนอื่นๆ ชื่อว่า นิก (Nick) ได้ทำการทดลองและทำนายว่าการ RESET จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ รังสีของเครื่องมือ RESET จะทำให้สัตว์ทั้งหลายวิวัฒนาการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งสมองของสัตว์แต่ละชนิดที่วิวัฒนาการขึ้นมานี้จะปล่อยอนุภาคชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายๆ กัน เขาตั้งชื่อมันว่าอนุภาค SE (Sonus Electricus หรือ Electric Sound) อนุภาค SE เปรียบดั่งเสียงรบกวนในสนามไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายใช้งานไม่ได้และเกิดการระเบิด ปัญหาสำคัญคือ หากทำการ RESET หลังจากอพยพผู้คนเข้าไปในยานเครือข่ายบนอวกาศแล้ว สัตว์ที่วิวัฒนาการขึ้นมาจะเริ่มปล่อยอนุภาค SE ออกมาเรื่อยๆ ยานเครื่อข่ายนั้นล้วนควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้นพยายามจะนำยานกลับลงมาบนโลก ยานจะเผชิญกับอนุภาค SE ในชั้นบรรยากาศและต้องระเบิดขึ้นก่อนที่จะลงจอดได้ นิกจึงได้ขอให้ระงับโครงการ RESET นี้เสีย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโลกและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ของโครงการกลับไม่เห็นกับคำขอของนิก โดยให้เหตุผลว่า โลกนี้กำลังจะเกิดบรรลัยขึ้นในไม่ช้า หากไม่ลองพยายามก็ไม่มีทางอื่นที่จะรอดได้แล้วสำหรับมนุษยชาติ ต่อมา นิกได้นำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่กับองค์กรต่อต้านแผน RESET ทำให้องค์กรดังกล่าวยิ่งต่อต้านแผน RESET มากขึ้นไปอีก

ณัฐ (Nat) เป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ฉลาดหลักแหลมเป็นยิ่งนัก ณัฐเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนรู้เห็นในส่วนของแผน RESET และเกี่ยวกับอนุภาค SE ซึ่งมนุษย์ทั่วไปยังไม่รู้ ผ่านทางพ่อของเขาที่ทำงานอยู่ในวงการ และมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการทดลองต่างๆ เช่น การทดลองกระต่ายของปู๊ป (Prove's Rabbit Experiment) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับกระต่าย และการอพยพกระต่ายในฐานะข้อมูล เปรียบดั่งบุคคลที่ถูกโอนย้ายข้อมูลเข้าไปในเน็ตเวิร์กบนอวกาศ ณัฐก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกส่งขึ้นไปก่อนในฐานะนักโทษ แต่ว่าไม่ถูกลบความทรงจำเนื่องจากพ่อของณัฐแอบช่วยเอาไว้ หลังจากรัฐบาลโลกได้เคลื่อนย้ายผู้คนส่วนใหญ่เข้าไปในยานเครื่อข่ายบนอวกาศแล้ว ณัฐก็ได้ร่วมมือกับองค์กรต่อต้านแผน RESET และนิก (ผู้ซึ่งตอนนี้ควบคุมอยู่บนยานแม่) สามารถเจาะระบบจากข้างในและช่วยเหลือยานอวกาศลงมาได้หนึ่งลำก่อนที่เครื่องมือ RESET จะทำงานอย่างเต็มที่และเกิดอนุภาค SE ขึ้น ยานที่ณัฐช่วยได้สำเร็จคือยานสำหรับนักโทษลำนั้นนั่นเอง ณัฐกลับออกมาจากระบบสู่ร่างเดิมได้ก่อนคนอื่นด้วยความช่วยเหลือของนิก เขาลงมาที่โลกพร้อมกับยานนักโทษลำนั้น หากแต่นิกยังคงต้องคุมยานแม่อยู่บนอวกาศร่วมกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ

เมื่อณัฐนำยานลงมาจากอวกาศได้ (หลังเครื่อง RESET ทำงานแล้ว แต่ว่าก่อนเกิดการกลายพันธุ์ของสัตว์) ก็ได้นำยานดังกล่าวไปยังโกดังเก็บร่างของนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการแช่แข็งร่างสำรองไว้เป็นจำนวน 100,000 ร่าง ซึ่งเท่ากับจำนวนของผู้คนในยานแต่ละลำพอดี เพื่อให้ตอนที่นำยานลงสามารถสร้างร่างใหม่ให้แก่ผู้คนจำนวนหนึ่งได้ทันที โดยให้คนเหล่านี้สามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์สร้างร่างใหม่ของคนที่เหลือต่อไปได้ในกาลถัดไป ร่างทั้งหมดถูกรักษาไว้อย่างดีภายในโกดังใต้ดินขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการ RESET โกดังนี้มีระบบปั่นไฟของตนเอง ณัฐรู้ว่าในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ รังสีที่ฉายออกมาจะก่อให้สัตว์ต่างๆ เกิดการกลายพันธุ์ และเมื่อกลายพันธุ์แล้ว อนุภาค SE ที่ปล่อยออกมาจะเริ่มสะสมตัวบนชั้นบรรยากาศ และจะทำให้เมืองทั่วทั้งโลกซึ่งยังมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ (เพื่อใช้ในการเร่งเครื่อง RESET) ระเบิดขึ้น ณัฐและสมาชิกองค์กรอีกจึงรีบย้ายข้อมูลสมองของคน 100,000 คนที่บรรจุไว้ในยานเครื่อข่ายมาสู่ร่าง 100,000 ร่างนั้น

พวกณัฐกำจัดอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ทั้งหมดภายในโกดัง นำไปใส่ไว้ในยานเครือข่ายแล้วตั้งระบบให้ยานบินออกไปจากบริเวณโกดัง พวกณัฐและคนที่ไร้ความทรงจำอีกราว 100,000 คนที่ฟื้นขึ้นมาจำต้องหลบอยู่ในโกดังอยู่ถึง 3 วันโดยไม่มีอาหารใดๆ เพื่อรอให้รังสีจากเครื่อง RESET สลายตัวไปจนถึงระยะปลอดภัย หลังจากนั้นจึงรีบหลบหนีออกไปนอกเมือง ไม่กี่วันหลังจากนั้น เมืองทั้งโลกก็ได้ระเบิดขึ้นเนื่องจากอนุภาค SE ได้กระจายไปทั่วบรรยากาศเสียแล้ว ยานเครือข่ายทั้งหมดที่ลอยอยู่นอกโลกจึงไม่สามารถกลับลงมาได้อีก มนุษย์ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ราว 100,000 คนนั้น แม้พวกเขาจะเคยเป็นนักโทษที่สูญเสียความทรงจำทั้งหมดไปและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลย แต่ว่าความรู้พื้นฐานหลายอย่างก็ยังคงอยู่ ในตอนแรกก็เกิดความแตกตื่นขึ้น เนื่องจากต่างคนต่างพยายามหาคำตอบว่า ตนมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร ซากเมืองที่ระเบิดไปนั้นคือที่ไหน แต่กลับไม่มีใครเล่าเหตุการณ์อะไรให้พวกเขาฟังได้เลย พวกเขาจึงล้มเลิกที่จะค้นหาความจริงในอดีต และพยายามศึกษาค้นคว้าจากความรู้ที่ตนเหลืออยู่เพื่อก่อร่างสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่ ส่วนณัฐที่แม้จะเป็นผู้ที่ยังมีความทรงจำสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เขาก็ได้ทำตัวสงบเสงี่ยมกลืนหายเข้าไปในฝูงชนราวกับว่าตนก็เป็นผู้ที่ไร้ความทรงจำคนหนึ่ง และใช้ชีวิตอย่างปกติร่วมกับอารยธรรมที่กำลังเติบโตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

อ้างอิง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

Community content is available under CC-BY-SA unless otherwise noted.