ภาพการทดลองกระต่ายขาวและดำ ตามจินตนาการ

การทดลองกระต่ายขาวและดำ (Black-And-White Rabbit Experiment) เป็นชื่อเรียกที่ใช้กล่าวถึงการทดลองของพ่อของณัฐในเนื้อเรื่องควอนตัมลีพภาคศูนย์ แต่งขึ้นโดยประธานควอนตัมลีพ

ในโลกแห่งความเป็นจริง ได้มีผู้นำแนวคิดของการทดลองนี้มาศึกษาวิเคราะห์ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อผ่านการทดลองกระต่ายลายขาวดำ ทำให้การทดลองนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า การทดลองกระต่ายของปู๊ป (Prove's Rabbit Experiment) อันเป็นชื่อที่เรียกขึ้นเพื่อสรรเสริญประธานควอนตัมลีพ ผู้แต่งเนื้อเรื่องควอนตัมลีพภาคศูนย์

การทดลอง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

...ณัฐก้าวเข้าไปในบ้านหลังนี้โดยไม่ลังเล ภายในบ้านมีบันไดเวียนเหล็กที่ดูไม่ค่อยเข้ากับตัวบ้านเชื่อมลงไปยังชั้นใต้ดิน เมื่อเดินลงบันไดมาจนสุด ณัฐก็เดินไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง รอบๆ คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีสายระโยงระยางมากมายเต็มชั้นใต้ดิน สายหนึ่งเชื่อมไปยังเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ซึ่งอาศัยเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันที่อยู่ข้างๆ ส่วนอีกสายแยกไปเชื่อมกับกล่องสองกล่อง หลังจากหน้าจอปรับสีจนอยู่ในระดับปกติ ก็ปรากฏภาพขึ้นสองภาพ ในภาพมีกระต่ายลายขาวดำคล้ายวัวอยู่ภาพละหนึ่งตัว กระต่ายทั้งสองตัวมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ ไม่เพียงแค่นั้น สภาพแวดล้อมรอบๆ ก็เหมือนกันราวกับฉายภาพซ้ำ

เด็กชายบรรจงหยิบหญ้าจากกองหญ้ามาใส่ลงในเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่งเชื่อมอยู่กับกล่องทั้งสองนี้ ณัฐกดปุ่มสีแดงบนเครื่อง แล้วกลับมาดูที่หน้าจอ เครื่องส่งเสียงดังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีก้อนหญ้าที่บดละเอียดและอัดแน่นเป็นทรงลูกบาศก์หล่นลงมาจากท่อมุมหนึ่งของที่ๆ กระต่ายอยู่ โดยไม่กลิ้งแม้แต่น้อย กระต่ายในกล่องทั้งสองก็เดินไปดม และเริ่มแทะกิน ทั้งสองภาพที่แสดงบนจอเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางตั้งแต่เดินเข้าหาอาหารจนไปถึงตอนเคี้ยว

ณัฐจ้องมองที่หน้าจออย่างเหม่อลอยแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง “หนึ่ง สอง ที่ฉันเป็นงี้ก็คงเป็นเพราะพวกนายละมั้ง” แล้วเขาก็ค่อยๆ วางมือลงบนหน้าก่อนจะก้มหน้าลงเพราะอาการเจ็บจากการต่อยของเพื่อนของเขา “ถ้าฉันเกิดเป็นกันต์ ฉันก็คง 'ต้อง' ทำแบบกันต์แน่นอนสินะ” แล้วณัฐก็ระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมา เขาหัวเราะไปเรื่อยๆ จนดูไม่ออกว่าหัวเราะหรือคำรามกันแน่ ทันใดนั้นณัฐก็เหลือบไปเห็นกระต่ายบนจอที่ยังคงแทะอาหารต่อไป “นั่นสินะ พวกนายไม่ได้ยินนี่นา แต่ไม่เป็นไร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกนายจะได้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างแล้ว” ณัฐพูดขึ้นดังๆ พร้อมกับเดินไปเปิดกล่องขึ้น กระต่ายจากทั้งสองกล่องมีท่าทางตกใจเล็กน้อย กระต่ายทั้งสองตัวเมื่อเห็นกันและกัน ก็เริ่มดมกลิ่นกัน ตัวหนึ่งสะดุดพื้น กระต่ายทั้งสองตัวเริ่มมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันขึ้นเรื่อยๆ...

ควอนตัมลีพภาคศูนย์ บทที่ 1

การวิเคราะห์[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

การทดลอง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

ในเนื้อเรื่องควอนตัมลีพซีโร่ ได้กล่าวถึงการทดลองกระต่ายขาวดำดังกล่าวไว้ว่า เป็นการทดลองเพื่ออพยพกระต่ายในฐานะข้อมูล เพื่อเป็นขั้นแรกก่อนการถ่ายโอนบุคคลในฐานะข้อมูลไปบนยานในอวกาศตามแผนการ RESET หากตีความตามนี้อาจคาดเดาได้ว่า เดิมทีมีกระต่ายต้นแบบอยู่หนึ่งตัว ซึ่งได้รับการ "คัดลอก" และนำมาประกอบใหม่เป็นกระต่ายอีกหนึ่งตัวที่เหมือนกับตัวเดิมทุกประการ (identical) หรือกระต่ายทั้งสองตัวอาจเป็นการคัดลอกมาจากกระต่ายต้นแบบทั้งคู่ก็ได้ และการที่เลือกกระต่ายลายขาวดำ อาจวิเคราะห์ได้ว่า เป็นเพราะจะได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ลายอันซับซ้อนบนตัวกระต่ายได้รับการคัดลอกมาโดยมีเหมือนกันทุกประการจริงหรือไม่

นอกจากนั้น ยังอาจวิเคราะห์ได้อีกว่า ผู้ทดลองได้นำกระต่ายดังกล่าวมากักขังไว้เพื่อศึกษาเพิ่มเติมว่า การคัดลอกให้เหมือนกันทุกประการดังกล่าวจะ "คงทน" อยู่ไปได้เป็นเวลานานหรือไม่ เมื่อมีสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนไป เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงให้กระต่ายทั้งสองแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มขยายวงกว้างและปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามหลักทฤษฎีปีกผีเสื้อ (butterfly effect) ในวิชาทฤษฎีความอลวน (chaos theory) ซึ่งในกรณีนี้เห็นได้ว่า กระต่ายทั้งสองสามารถคงความเหมือนกันอยู่ได้เป็นระยะเวลายาวนานมาก อันแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ยังเห็นว่า ก้อนหญ้าอาหารที่ณัฐใส่ให้กระต่ายลงไป มีการแบ่งออกเป็นสองส่วนที่เหมือนกันทุกประการอีกด้วย ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า มีการ "คัดลอก" ก้อนหญ้าในฐานะข้อมูล นำมาประกอบใหม่เป็นก้อนหญ้าที่เหมือนกันทุกประการ หรือไม่ก็เป็นการแสดงให้เห็นเทคโนโลยีที่สามารถ "แบ่ง" และจัดเรียงก้อนหญ้าที่มีอยู่แล้ว (แต่ไม่ได้สร้างก้อนใหม่) ในระดับที่ละเอียดที่สุดเพื่อให้เป็นสองส่วนที่เท่ากันทุกประการได้ ไม่ว่าในกรณีใดก็ถือได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและสามารถนำมาเปลี่ยนแปลงโดยได้จริง ตามที่ได้ถูกนำมาใช้ในแผนการ RESET

การเรียกขานกระต่าย[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

การแสดงออกของณัฐระหว่างฉากการทดลองดังกล่าว มีข้อน่าสังเกตอยู่หลายประการ หนึ่งคือคำพูดของณัฐที่ว่า "หนึ่ง สอง ที่ฉันเป็นงี้ก็คงเป็นเพราะพวกนายล่ะมั้ง" คำพูดว่า "หนึ่ง สอง" อาจเป็นการนับจำนวนกระต่าย หรือเป็นการเรียกขานกระต่ายทั้งสอง ว่าเป็นตัวที่ 1 และตัวที่ 2 ก็ได้ ในกรณีหลัง ยังอาจเป็นไปได้อีกว่า ในขณะที่พ่อของณัฐยังทำการทดลองดังกล่าวอยู่ พ่อของณัฐได้ตั้งชื่อและเรียกกระต่ายทั้งสองตัวให้แตกต่างกันว่า "หนึ่ง" และ "สอง" ซึ่งความแตกต่างจากการตั้งชื่อดังกล่าวจะยิ่งชัดเจนหากกระต่ายตัวที่ชื่อ "หนึ่ง" นั้นเป็นตัวต้นแบบ และตัวที่เรียกว่า "สอง" เป็นตัวที่สร้างขึ้นใหม่จากการคัดลอก หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่า ณัฐและพ่อของณัฐ ได้แสดงการรับรู้ (recognize) ถึงความแตกต่างระหว่างกระต่ายทั้งสองตัว ถึงแม้กระต่ายทั้งสองตัวจะเหมือนกันทุกประการก็ตาม

ที่เป็นดังนี้ เป็นเพราะว่า ถึงแม้ว่ากระต่ายทั้งสองตัวจะมีลักษณะบางประการ (เช่น ลักษณะทางกายภาพภายนอก ไปจนถึงการจัดเรียงอนุภาคภายใน) ที่เหมือนกันทุกประการ แต่ก็ยังมี "สมบัติ" บางประการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

  1. ประวัติศาสตร์ (history) ของกระต่ายทั้งสอง เพราะกระต่ายตัวหนึ่งมีชีวิตอยู่มาเป็นเวลานานก่อนที่จะเกิดการทดลองนี้ขึ้น ในขณะที่กระต่ายอีกตัวหนึ่งเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาจากการคัดลอกจากกระต่ายอีกตัวหนึ่ง กระต่ายทั้งสองจึงมีที่มาและ "ประวัติศาสตร์" ที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระต่ายดังกล่าวก่อนที่จะเกิดการทดลองนี้ เป็น "เรื่องราวในอดีต" ของกระต่ายตัวที่ 1 เท่านั้น แต่ไม่ใช่ของตัวที่ 2 ด้วย กระต่ายทั้งสองตัวนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่าเหมือนกันทุกประการจริง
  2. ความสัมพันธ์ (relation) กับโลกภายนอกที่แตกต่างกัน เช่น ตำแหน่งของกระต่ายทั้งสองตัวในโลกไม่เหมือนกัน เช่น ตัวหนึ่งอยู่ทางด้านซ้าย และตัวหนึ่งอยู่ทางด้านขวา ทำให้ณัฐและพ่อของณัฐ หรือคนอื่นๆ สามารถจดจำและเรียกได้ถูกต้องกว่ากระต่ายตัวไหนเป็นตัวไหน (ตัวที่อยู่ด้านซ้ายหรือตัวที่อยู่ด้านขวา)

ประเด็นที่ยกมาดังกล่าว อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นถึงอัตลักษณ์ (identity) ของกระต่ายทั้งสองว่าเหมือนกันจริงหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ในวงการภาพเขียน หากมีการคัดลอกภาพเขียนชื่อดังออกมาเป็นอีกภาพเขียนหนึ่งซึ่งเหมือนกันทุกประการ ก็เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ภาพเขียนที่คัดลอกขึ้นมาใหม่ จะไม่ใช่ภาพเขียนเดิมและไม่มี "คุณค่า" ของอีกภาพเขียนหนึ่งติดมาด้วย ในทำนองเดียวกัน หากมีรูปปั้นสองรูปที่เหมือนกันทุกประการ (ในระดับอนุภาคของตัวรูปปั้นนั้น) แต่เราได้ไปทำการบนบานศาลกล่าวไว้กับรูปปั้นทางด้านซ้าย เมื่อเราไปแก้บน เราก็จะทำการแก้บนให้กับรูปปั้นทางด้านซ้าย ไม่ใช่รูปปั้นทางด้านขวา เพราะเราถือว่า รูปปั้นทั้งสองไม่ใช่รูปปั้นเดียวกันนั่นเอง

ประเด็นดังกล่าวนี้จึงทำให้เกิดคำถามว่า หากมีการคัดลอกบุคคลในทำนองเดียวกับการคัดลอกกระต่าย โดยที่บุคคลมีการจัดเรียงอนุภาคเช่นเดียวกับบุคคลเดิม แต่มีสมบัติตามข้อ 1. และข้อ 2. ที่แตกต่างกัน บุคคลที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ย่อมเป็นคนละบุคคลกับบุคคลเดิม และหากบุคคลเดิมได้ถูกทำลายทิ้งไป ก็ต้องถือได้ว่า อัตลักษณ์ของบุคคลดังกล่าวได้หายสาบสูญตามไปด้วย ไม่อาจถูกเคลื่อนย้ายมายังบุคคลใหม่นั้นได้เลย ตามตัวอย่างที่ได้แสดงไป จึงเกิดเป็นข้อสงสัยถึงคุณค่าและอัตลักษณ์ของบุคคลที่จะยังคงอยู่ เมื่อดำเนินแผนการ RESET

คำพูดของณัฐ[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

ส่วนคำพูดของณัฐที่ว่า "ที่ฉันเป็นงี้ก็คงเป็นเพราะพวกนายล่ะมั้ง" อาจตีความได้ว่า หมายถึง

  1. การที่ณัฐต้องถูกส่งไปยังโลกนักโทษ ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจของณัฐที่จะดำเนินตามแผนการบางอย่างของตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนจากแผนการ RESET แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากมิได้มีการทดลองอพยพกระต่ายในฐานะข้อมูล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำไปต่อยอดเป็นการอพยพมนุษย์ในแผนการ RESET ต่อไป
  2. การที่ณัฐมีนิสัยเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่ก็ฉลาดหลักแหลมและมีไหวพริบเป็นเลิศ อาจเป็นเพราะณัฐได้ขลุกตัวอยู่ในห้องทดลองของพ่อของเขาในบ้านหลังนี้เป็นเวลายาวนานแล้ว และการทดลองกระต่ายขาวดำดังกล่าวอาจเป็นการทดลองแรกๆ ที่พ่อเขาได้พัฒนาขึ้น ทำให้เขานึกย้อนไปถึงช่วงเวลาดังกล่าวนี้

นอกจากนั้น การที่ณัฐพูดว่า "ถ้าฉันเกิดเป็นกันต์ ฉันก็คง 'ต้อง' ทำแบบกันต์แน่นอนสินะ" เป็นการพูดถึงแนวคิดที่เรียกว่า เหตุวิสัย (determinism) กล่าวคือ สถาวะของระบบ ณ ขณะหนึ่งๆ จะสามารถระบุ (determine) สภาวะของระบบในอนาคตได้เพียงแนวทางเดียวเท่านั้น ราวกับว่าผลลัพธ์ดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้แล้ว กล่าวคือ เนื่องจากการจัดเรียงอนุภาคของกระต่ายในกล่องทั้งสองเหมือนกันทุกประการ กระต่ายทั้งสองจึงมีการเคลื่อนไหว การตัดสินใจ และการจัดเรียงอนุภาคทั้งหมดเหมือนกันในทุกช่วงเวลา และไม่ว่าจะมีการคัดลอกกระต่ายมาอีกกี่ตัว กระต่ายทุกตัวดังกล่าวจะต้องมีการพัฒนาไปที่เหมือนกันทุกประการ เพราะการพัฒนาดังกล่าวได้ "ถูกกำหนดไว้แล้ว" และสามารถคำนวณได้โดยชัดเจนจากกฎทางฟิสิกส์ และมีเรามีเวลาและพลังการประมวลผลที่มากเพียงพอ

เมื่อมองในแง่นี้ จึงเห็นได้ว่า กระต่ายทั้งสองมิได้มี เจตจำนงเสรี (free will) นั่นคือ พลังในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของมันเองอย่างแท้จริง เนื่องจากการตัดสินใจทั้งหมดของกระต่ายดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้แล้วนับตั้งแต่ชั่วขณะที่กระต่ายทั้งสองตัวนั้นถูกสร้างขึ้น การที่กระต่ายดังกล่าวดูเหมือนจะมีอิสระในการตัดสินใจจึงเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ดังที่สังเกตเห็นได้ว่า กระต่ายทั้งสองตัวได้กระทำสิ่งต่างๆ ไปพร้อมกันและเหมือนกันในทุกขณะเวลา ราวกับว่ามีการชักใยกระต่ายทั้งสองไว้ให้เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าจะมีกระต่ายเพียงตัวเดียว "การชักใย" ดังกล่าวก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ปรากฏให้เราเห็นชัดเจนเท่านั้นเอง ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ทุกหมู่เหล่าจึงได้ถูก "ชักใย" ให้มีการดำเนินชีวิตและตัดสินใจไปตามแนวทางที่ได้ถูกกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่วันที่เราถือกำเนิดขึ้น

ในแง่นี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ชั่วขณะที่กันต์ได้ถือกำเนิดขึ้น ก็ได้มีการกำหนดเป็นโชคชะตาไว้แล้วว่ากันต์จะต้องมีการต่อยณัฐในลักษณะที่ปรากฏในเรื่อง และถ้าสมมติว่าตัวณัฐเองเข้าไปอยู่ในตำแหน่งของกันต์​ (คือมีเหตุปัจจัยและการจัดเรียงอนุภาคต่างๆ ในลักษณะที่เหมือนกับกันต์) ณัฐก็ต้องกระทำการแบบกันต์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ณัฐจึงไม่สามารถเอาผิดกันต์ได้ และการที่ณัฐโกรธกันต์เพราะรู้สึกว่า กันต์มีอิสระในการตัดสินใจ (ว่าจะต่อยหรือไม่ต่อยณัฐก็ได้) แต่กลับเลือกที่จะต่อยณัฐ จึงได้ทำให้เกิดความขุ่นเคืองขึ้น ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีน้ำหนัก เพราะกันต์เองก็ถูก "บังคับ" และถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องกระทำการเช่นนั้นไว้แต่แรกอยู่แล้ว ณัฐจึงไม่ควรจะรู้สึกโกรธเคืองกันต์แต่อย่างใดเลย ณัฐจึงเกิดการหัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งจากความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเองนี้

นอกจากนั้น ยังเป็นไปได้ว่า ณัฐเองก็ตระหนัก (realize) ขึ้นมาได้ว่า การที่เขามีความรู้สึกโกรธเคืองกันต์ก่อนหน้านี้ รวมไปถึงการที่ได้พิจารณาเรื่องของกันต์จากมุมมองของกระต่ายจนเกิดการหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นกัน รวมถึงการที่ตัวเขาในอดีตได้เข้ามารับรู้การทดลองกระต่ายขาวดำนี้ จนถึงในปัจจุบันที่เขาวางแผนจะคิดช่วยโลกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น (โดยกลุ่มควอนตัมลีพ) จึงเกิดอาการหัวเราะที่บ้าคลั่งมากยิ่งขึ้นไปอีก

การจบการทดลอง[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

หลังจากนั้นณัฐจึงได้ทำการเปิดกล่องและปิดฉากการทดลองกระต่ายขาวและดำทิ้งเสีย ซึ่งการกระทำนี้อาจหมายความถึง

  1. การแสดงให้โลกเห็นว่ากระต่ายทั้งสองแท้จริงแล้วมีความแตกต่างกัน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนหลังจากมีการเปิดกล่องได้ไม่นาน การกระทำนี้อาจแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของณัฐที่อยู่กับองค์กรต่อต้านแผนการ RESET‏‎ ว่า แผนการ RESET เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสมควรได้รับการต่อต้าน
  2. การแสดงให้เห็นว่าแผนการ RESET ใกล้จะดำเนินมาถึงจุดจบ เช่นเดียวกับการทดลองกระต่ายขาวและดำนี้ ที่ควรจะยุติได้แล้ว เช่นเดียวกัน ณัฐเองก็จะเป็นคนที่ทำให้แผนการ RESET ต้องถึงจุดสิ้นสุด และทุกคนได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระบนพื้นโลก เช่นเดียวกับกระต่ายที่ถูกปล่อยออกมาจากที่กักขังในการทดลอง

ต่อจากนั้นณัฐจึงได้วิ่งออกไปจากอาคารที่ทำการทดลองดังกล่าว และไม่หวนกลับมาอีกเลย อันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของณัฐ ที่จะก้าวออกไปข้างหน้าเพื่ออนาคตและสิ่งที่ดีกว่า เพื่อหลุดพ้นจากกรอบของโลกนี้อันได้แก่การทดลองกระต่ายขาวดำ และแผนการ RESET เพื่อสร้างโลกที่ทุกคนจะได้เริ่มต้นใหม่ ซึ่งก็คือโลกภายหลังเกิดปรากฏการณ์ควอนตัมลีพ อันเป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่องราวในควอนตัมลีพภาคออริจินอล ควอนตัมลีพภาคหลัก ฉบับดราฟต์ และควอนตัมลีพภาคใหม่ นั่นเอง

ในผลงานควอนตัมลีพอื่นๆ[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

  • อาคารร้างที่ปรากฏในเรื่องสั้น A Diary from These Little Wings เป็นอาคารหลังเดียวกับที่พ่อของณัฐเคยทำการทดลองกระต่ายขาวและดำนี้ไว้
  • กระต่ายที่อาจารย์นำมาแสดงให้ดูเป็นตัวอย่างในอาร์คที่ 1 ของควอนตัมลีพภาคใหม่นั้น อาจจะสืบเชื้อสายมาจากกระต่ายที่ถูกใช้ในการทดลองนี้ก็เป็นได้ โดยกระต่ายในการทดลองดังกล่าวอาจถูกนำไปทำการทดลองหรือผ่านกระบวนการบางอย่างทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีจากแผนการ RESET ทำให้ไม่กลายพันธุ์เป็น QL

ในข้อสอบควอนตัมลีพ[แก้ไข | แก้ไขต้นฉบับ]

การสอบชิงทุนควอนตัมลีพ ข้อ 1 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทดลองกระต่ายขาวและดำ

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม (20 คะแนน)
“...ในภาพมีกระต่ายลายขาวดำคล้ายวัวอยู่ภาพละหนึ่งตัว กระต่ายทั้งสองตัวมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ ไม่เพียงแค่นั้น สภาพแวดล้อมรอบๆ ก็เหมือนกันราวกับฉายภาพซ้ำ
เด็กชายบรรจงหยิบหญ้าจากกองหญ้ามาใส่ลงในเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่งเชื่อมอยู่กับกล่องทั้งสองนี้ ณัฐกดปุ่มสีแดงบนเครื่อง แล้วกลับมาดูที่หน้าจอ เครื่องส่งเสียงดังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีก้อนหญ้าที่บดละเอียดและอัดแน่นเป็นทรงลูกบาศก์หล่นลงมาจากท่อมุมหนึ่งของที่ๆ กระต่ายอยู่ โดยไม่กลิ้งแม้แต่น้อย กระต่ายในกล่องทั้งสองก็เดินไปดม และเริ่มแทะกิน ทั้งสองภาพที่แสดงบนจอเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางตั้งแต่เดินเข้าหาอาหารจนไปถึงตอนเคี้ยว...”
1.1 แนวคิดสำคัญของการทดลองดังกล่าวคืออะไร และท่านคิดว่าการทดลองดังกล่าวเป็นไปได้หรือไม่ จงอภิปรายโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเชื่อส่วนตัวของท่าน (10 คะแนน)
1.2 ท่านคิดว่าเรื่องควอนตัมลีพซีโร่สะท้อนโลกทัศน์ของผู้แต่งอย่างไรบ้าง จงแสดงทรรศนะโดยอ้างอิงจากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น และ/หรือใช้ตัวอย่างอื่นที่ยกมาเองก็ได้ (10 คะแนน)
Community content is available under CC-BY-SA unless otherwise noted.